วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วีซ่าเชงเก็น

วีซ่าเชงเก็นคืออะไร ?
ปัจจุบัน เขตเชงเก็นประกอบด้วยประเทศในยุโรป 26 ประเทศ ในจำนวนนี้มี 22 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้ง 26 ประเทศนี้มีนโยบายด้านวีซ่าร่วมกัน ซึ่งหมายความว่า จะไม่มีการขอตรวจวีซ่าที่ชายแดนของแต่ละประเทศ
“ประเทศเชงเก็น” ทั้ง 26 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยี่ยม สาธารณรัฐเชก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี อิตาลี ลัตเวีย ลิธัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส สโลวัก สโลวีเนีย สเปน และสวีเดน และอีกสามประเทศนอกสหภาพยุโรปได้แก่ นอร์เว ไอซ์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์
บุคคลที่ได้รับวีซ่าเชงเก็นสำหรับประเทศที่กล่าวไว้ข้างต้น จะสามารถเดินทางได้โดยเสรีไปยัง 26 ประเทศเชงเก็น โดยไม่ต้องขอวีซ่าสำหรับประเทศดังกล่าวแต่ละประเทศ

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความลับใน ชาเขียว.

ในหนังสือเรื่อง ไขความลับธรรมชาติสู่สุขภาพที่ดีกว่า นาดีน เทย์เลอร์ กล่าวว่า ชาวจีนรู้เรื่องประโยชน์ทางยาของชาเขียวมาเป็นเวลานานอย่างน้อย 4,000 ปีมาแล้ว โดยใช้ชาเขียวในการรักษาตั้งแต่โรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึมเศร้า มีการเก็บใบชาจากป่ามาปลูก และกระจายการปลูกไปตามแนวลุ่มน้ำแยงซีเกียง ตั้งแต่มณฑลเสฉวนถึงยูนาน ต่อมาราว 1,500 ปีที่แล้ว ใบชาจากจีนคือ สินค้าส่งออกทีได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศแถบเอเชียและกระจายไปถึงยุโรป จนทำให้การดื่มชาได้รับความนิยมไปทั่วโลก สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้น คาดว่าได้รับอิทธิพลการดื่มชามาจากจีน ในราว ค.ศ.800 เมื่อพระที่ไปศึกษาพุทธศาสนาในจีน ได้นำใบชากลับญี่ปุ่นเพื่อไปใช้เป็นเครื่องดื่มในการบำบัดอาการต่างๆ จนกระทั่งได้รับความนิยม และมีความเชื่อว่า การดื่มชาจะทำให้มีอายุยืนยาว รักษาโรคได้มากมาย ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นแล้วว่า ชาเขียวได้จากการทำใบชาให้แห้งที่อุณหภูมิสูงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ใบชาแห้งยังคงมีสีเขียวและมีคุณภาพเช่นเดียวกับใบชาสด ซึ่งเมื่อชงน้ำร้อนแล้วจะได้น้ำชาสีเขียวหรือเหลืองอมเขียว ไม่มีกลิ่น มีรสฝาดว่าชาจีน นิยมแต่งกลิ่นด้วยพืชหอม เช่น มะลิ บัวหลวง เป็นต้น โดยชาเขียวจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือชาเขียวแบบจีนและชาเขียวแบบญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างตรงที่ ชาเขียวแบบจีนจะคั่วด้วยกระทะร้อน แต่ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่ว
 เรามารู้จักองค์ประกอบและคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา ทางเคมีของชาเขียว ที่สำคัญ อาทิ
-สารประกอบที่สำคัญในชาเขียวเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและมีสรรพคุณเป็นสารแอนติออกซิแด็นซ์ 
(Anti-Oxidant)
 หรือสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง มีกรดอะมิโนมากกว่า 20 ชนิด วิตามินนานาชนิด เช่น
      วิตามินซี เป็นสารแอนติออกซิแดนซ์หรือสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณภาพสูง ช่วยลดความเครียด ต่อต้านภาวะติดเชื้อและเสริมการทำงานของระบบ
      วิตามินบีรวม ช่วยเสริมการทำงานในกระบวนการเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต
      วิตามินอี มีสรรพคุณเป็นสารแอนติออกซิแดนซ์และช่วยชะลอความแก่
      ฟลูออไรด์ ช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่เคลือบฟัน ป้องกันฟันผุ
      แร่ธาตุอื่นๆ ได้แก่ โซเดียม, โปแตสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซียมและฟอสฟอรัส และอื่นๆ
คุณสมบัติทางเภสัชวิทยา
ในชาเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยมีการยืนยันจากรายงานของทีมวิทยาศาสตร์จากศูนย์กลางการวิจัยโรคมะเร็ง ในบริติชโคลัมเบีย พบว่าในชาเขียวมี “สารแคเทชิน พอลิฟินอล 
(
Catechin Polyphenol)” สามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้ นอกจากนี้ยังพบสาร “เอพิกัลโลแคเทชิน กัลแลต(Epigallocatechin Gallate หรือ EGCG)”เป็นสารต้านพิษและยังช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้มีการวิจัยมากมาย



ความเชื่อเรื่องตัวเลขของชาวญี่ปุ่น..


เลขมงคลที่มาจากการพ้องของภาษา
เลข 1 เป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง หากจะมีการพูดถึง ก็อาจแปลได้ทั้งสองอย่าง คือ เป็นกลาง ไม่เปลี่ยนแปลง แน่วแน่มั่นคง หรืออาจหมายถึงการไม่ได้พบพานกับคู่ครองก็ได้ เลขหนึ่งเป็นตัวเลขพื้นฐานในการฝึกเขียนตัวอักษรญี่ปุ่นโบราณที่เราเรียกกันว่า โชะโด เป็นตัวแทนของการมีอยู่ เมื่อเทียบกับคำว่าว่าง หรือไร้ตัวตนของ ไม่น่าจะมีการตีความหมายร้ายแรง เพราะมีการเอามาตั้งชื่อคนหลายแบบมาก
เลข 4 คำสื่อไปถึงคำว่า (ชิ:ความตาย) เป็นตัวเลขอัปมงคล เลขนี้มีผลต่อการออกแบบโรงพยาบาล เพราะที่ญี่ปุ่นโรงพยาบาลหลายแห่งไม่ออกแบบให้ ห้องผ่าตัด ห้องคลอด ห้องทำแผล อยู่ในชั้น 4 เพื่อเป็นการระวังรักษาน้ำใจคนไข้กันเลยทีเดียว
เลข 5 มักสื่อไปถึงคำว่า โกะเอ็ง การเชื่อมโยง การสื่อสัมพันธ์ การพบรัก และยังมักถูกนำมาเป็นการให้คะแนน เกรด หรือคุณภาพ ขั้นสูงสุด ในการเทียบระดับชั้นอีกด้วย 7 มักสื่อไปถึงเลขเจ็ดทางศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธ ทำให้กลายเป็นเลขมงคลโดยไม่ต้องมีการเทียบคำ มีการจัดเรียงสถานที่ และสิ่งของเป็นเจ็ดสิ่งที่น่าสนใจในรูปแบบต่างๆมากมาย และเลขชุดนี้ยังถูกนำไปใช้ในโต๊ะเกม และปาจิงโกะ เป็นเลขแจ็กพ็อต เรียงเจ็ดเมื่อไหร่ เงินออกถล่มทลายเลยทีเดียว
เลข 8 มีที่มาการตีความสองชุด คือ ลักษณะการเขียนคันจิที่ปลายเปิด เป็นเลขมงคล แสดงว่าปลายทางจากเปิดกว้าง ทางสู่เงินทองจะกว้างขึ้น(เงินจะไหลมาเทมา) ส่วนอีกความเชื่อเป็นความเชื่อโบราณของญี่ปุ่นดั้งเดิมว่าเป็นตัวเลขของความบริสุทธิ์ของผู้รู้ เพราะมีขนาดมากปริ่มๆกำลังดี เราจึงมักพบชื่อสถานที่สำคัญๆทางจิตวิญญาณในธรรมชาติ และศาลเจ้าโบราณ มีชื่อที่มีเลขแปดปะปนอยู่
เลข 9 สื่อไปถึงคำว่า คุ:ความทรมาณ เป็นตัวเลขอัปมงคล บ้าน โรงแรม อพาร์ทเมนต์ และโรงพยาบาลญี่ปุ่น มักหลีกเลี่ยงการออกแบบพื้นที่ ที่มีตัวเลขเก้า เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตรงข้ามกับจีนอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นตัวเลขเดี่ยวที่มีค่าสูงสุด จึงเป็นเลขมงคลของจีน

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ซานตาครอส

เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะนึกถึงในฐานะสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส ซึ่งว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรก คือ นักบุญ (เซนต์) นิโคลัส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก มาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี


นักบุญนิโคลัส นั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม เอาไว้ ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนเป็น ซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง

ตำนานวันคริสต์มาส

 คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

          เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร

           ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย

          เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ "พระเยซู" ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม



ต้นกำเนิดของตุ๊กตาหมี Teddy Bear.



มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเทดดี้แบร์จาก 2 แหล่งคือ เยอรมัน และ สหรัฐอเมริกา ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน คือประมาณปี ค.ศ 1902
เรื่องเล่าของเยอรมัน
ที่เยอรมัน ปี ค.ศ. 1902 Richard Steiff ซึ่งเป็นนักออกแบบของเล่นของโรงงานทำของเล่นของครอบครัวเขาเอง ได้เดินทางไปดูการแสดงละครสัตว์ที่อเมริกา เพื่อหาไอเดียในการออกแบบของเล่นชิ้นใหม่ และเขาก็เกิดความคิด ในการนำเอาหมีในคณะละครสัตว์มาเป็นแบบในการผลิตตุ๊กตาหมี ตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบจะมีข้อต่อตามจุดต่างๆ ได้แก่ คอ แขน และขา 
ทำให้เราสามารถเปลี่ยนอิริยาบทของมันได้เหมือนหมีจริง ซึ่งต่างจากตุ๊กตาหมีที่มีอยู่ในขณะนั้น
Richard Steiff ได้นำตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบไปแสดงในงานแสดงสินค้าที่ Leipzig ในปี ค.ศ. 1903 แต่เขาก็ต้องผิดหวัง ที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจตุ๊กตาหมีของเขาเลย จนกระทั่งในขณะที่เขากำลังเก็บของในวันสุดท้ายของงานแสดงสินค้า ผู้ชมงานชาวอเมริกันคนหนึ่งได้เข้ามาหยิบดูตุ๊กตาหมีของเขา และสั่งซื้อในปริมาณมาก และนี่คือต้นกำเนิดที่ทำให้ตุ๊กตาหมี
ที่เขาออกแบบแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ
เรื่องเล่าของอเมริกา  
ในปี ค.ศ. 1902 ที่อเมริกา ประธานาธิบดีชื่อTheodore 'Teddy' Roosevelt ได้เดินทางไปที่ Mississippi เพื่อเจรจายุติกรณีพิพาทเกี่ยวกับอาณาเขต ในวันหนึ่งท่านได้ออกไปล่าสัตว์ หลายชั่วโมงผ่านไป ท่านก็ยังล่าสัตว์ไม่ได้สักตัวเดียว ราชองครักษ์ของท่านที่ตามไปด้วยพบลูกหมีตัวหนึ่งพลัดหลงมา จึงจับลูกหมีตัวนั้นผูกกับต้นไม้ไว้ และตามประธานาธิบดีให้มาดูเพื่อมอบให้ แต่ประธานาธิบดีกลับปล่อยลูกหมีตัวนั้นให้เป็นอิสระไป
ข่าวของประธานาธิบดีปล่อยลูกหมีเป็นอิสระดังกระฉ่อนไปทั่ว แม้แต่ Clifford Berryman ซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนของหนังสือพิมพ์การเมือง ก็ยังนำเรื่องดังกล่าวไปเขียนเป็นการ์ตูนลงในหนังสือพิมพ์การเมือง และการ์ตูนนี่เองไปจุดประกายความคิดของ Morris Michtom ให้ออกแบบ และผลิตตุ๊กตาหมีที่มีข้อต่อ Morris Michtom นำตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบมาวางจำหน่ายที่ร้านของเขาเอง โดยตั้งโชว์ที่หน้าร้าน พร้อมภาพการ์ตูนที่เขียนโดย Clifford Berryman และป้ายแสดงข้อความว่า "Teddy' s Bear" ผลปรากฎว่า ตุ๊กตาหมีของเขาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จากนั้นเพียงปีเดียว Morris Michtom ได้ปิดร้านของเขาและจัดตั้งบริษัท Ideal Novelty and Toy ขึ้น เพื่อรองรับธุรกิจนี้ ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งที่ติดอันดับยักษ์ใหญ่ทางด้านของเล่นของโลกในปัจจุบัน

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ครัวซองต์ สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ.

“หนึ่งในเบเกอรี่ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกคงต้องเป็น  ครัวซองต์ โดยไม่ต้องสงสัย ”
แต่ก่อนอาหารเช้าของฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมต้องมีครัวซองต์ในมื้อนั่นด้วยหากว่าตอนนี้ครัวซองต์ได้แพร่หลายไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแซนวิชในมื้อ เช้าหรือเป็นเพียงอาหารว่างที่ทานเล่นได้ตลอดทั้งวัน ประเทศไทยก็เช่น กัน ที่จริงครัวซองต์ออกเสียงค่อนข้างยากสำหรับคนไทยเรา แต่ได้รับ ความนิยมค่อนข้างมากในหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาไม่แพง ส่วนใหญ่ พบได้ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่เช่นแม็คโคร แม้คุณภาพของครัวซองต์ ไม่เท่ากับครัวซองต์ในยุโรป แต่อย่างน้อยก็ช่วยสร้างกระแสให้เป็นที่รู้จัก และนิยมรับประทานกันแพร่หลายในไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อะไร คือ ครัวซองต์   
ครัวซองต์ เป็นหนึ่งในชนิดของเบเกอรี่ เรียกว่า “เวียนนอยเซอรี่” มีต้น กำเนิดที่เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรียเป็นอาหารที่เสิร์ฟให้สำหรับผู้ มีอันจะกิน และมีอำนาจเท่านั้น แป้งมีลักษณะผสมผสานระหว่างขนม ปังและขนมเค้ก ซึ่งส่วนผสม คือยีสต์ แป้ง น้ำตาลอุดมไปด้วยเนย และไข่ แต่ที่เราเห็นๆกันเป็น ครัวซองต์“เวียนนอยเซอรี่ ลามิเนต”ประกอบด้วย แป้งหลายๆชั้นในภาษาฝรั่งเศส เรียกว่า“เดอร์ธอมบ์ สลับกับเนย เรียกว่า”เบอร์ราจ” การทำลักษณะนี้เพื่อสร้างโครงสร้างของแป้งให้เบา  นุ่มโดยชั้นนอกกรอบเป็นเกล็ดๆเป็นชั้นๆ ถึงแม้ว่าคนจำนวนมากมักคิดว่า ครัวซองต์มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศส จริงๆแล้วมีตำนานเล่าว่าถูกคิดค้นได้ในเวียนนาเพื่อเป็นการเฉลิม ฉลองการสิ้นสุดจากการถูกรุกรานโดยกองทัพออตโตมันของตุรกีใน ปี1683ตุรกีได้ตัดสินใจที่จะโจมตีในเวลากลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูก มองเห็น แต่ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาทำงานของผู้ที่ทำขนมปังในเวียนนาพอดี จึงสามารถ้แจ้งเตือนชาวเมือง ได้ทันท่วงที ทำให้ครั้งนั้นได้กลาย
เป็นอมตะชัยชนะ เหตุการณ์ในขณะนั้นจึงได้บังเกิดขนมรูป “ เขาขนาด เล็ก"(ในภาษาเยอรมัน) มีรูปลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ธงออตโตมัน เมื่อพระนาง มาเรีย อองตัวเนตของออสเตรียซึ่งมีพื้นเพมา จากเวียนนาเสด็จประทับที่ฝรั่งเศส ได้นำครัวซองต์ไปเผยแพร ่และเริ่ม ได้รับความนิยมในศตวรรษที่17


วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

นักบุญที่ฉลองในวันที่ 1 พฤศจิกายน


ท่านเกิดมาในแถบทางบาสค์ ที่เอโลรริโอ้ เขตสังฆมณฑลวิคตอเรีย ประเทศสเปน และได้เข้าร่วมกับคณะโดมินิกันและออกบรรพชาในวันที่ 14 มิถุนายน ปี 1851 ท่านได้ออกปฏิบัติพันธกิจเป็นมิชชันนารีไปยังประเทศฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะผู้แทนส่วนกลางของ ทองกิง (เขตสังฆมณฑลแห่ง บุย ชู ในปัจจุบัน) ของประเทศเวียดนาม และได้กรรมสิทธิ์เป็นพระบิชอปแห่งเซนทูเรีย ในวันที่ 25 ธันวาคม ปี 1857 และในวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 1861 นี่เอง ท่านก็ถูกทรมาน ก่อนจะถูกตัดศีรษะที่ ไฮ ดวง ประเทศเวียดนาม จบชีวิตของท่านตามอย่างมรณะสัขขีไปอีกท่านหนึ่ง ร่วมกับท่านนักบุญเยโรเม่ เฮฮร์โมซิลล่า

วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย 1 พฤศจิกายน

  วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย (อังกฤษ: All Saints' Day; All Hallows) เป็นวันสมโภชในศาสนาคริสต์ ที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความเคารพและระลึกถึงนักบุญทั้งหลายที่สถิตอยู่บนสวรรค์
  คริสต์ศาสนิกชนเชื่อว่าผู้ที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้วจะได้เกิดบนสวรรค์ บุคคลเหล่านี้จึงถือเป็น "ผู้ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "นักบุญ" ซึ่งได้เอาชนะความชั่วร้ายต่าง ๆ บนโลกแล้ว แต่คริสตชนบนโลกยังต้องต่อสู้กับความชั่วร้ายต่อไป จึงควรยึดถือนักบุญเหล่านั้นเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ฝ่ายนักบุญบนสวรรค์ก็มีหน้าที่สำคัญคือการอ้อนวอนขอพรต่อพระเป็นเจ้าเพื่อคริสตชนบนโลก ให้สามารถต่อสู้และเอาชนะความชั่วร้ายได้
นอกจากผู้ที่ได้รับการประกาศเป็นนักบุญอย่างเป็นทางการจากคริสตจักรแล้ว ยังมีผู้ศักดิ์สิทธิ์อีกหลายท่านที่ไม่เป็นที่รู้จัก แต่ได้รับความรอดและสถิตบนสวรรค์ร่วมกับพระเป็นเจ้า การสมโภชนักบุญทั้งหลายจึงเป็นการฉลองเพื่อระลึกถึงความสำคัญของนักบุญทั้งหมดพร้อมกัน 
ในศาสนาคริสต์ตะวันออกเริ่มมีการฉลองมรณสักขีทั้งหลายมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 ต่อมาจักรพรรดิโฟคาสแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ ได้ถวายวิหารแพนธีอันแด่สมเด็จพระสันตะปาปาบอนิเฟซที่ 4 พระองค์จึงอภิเษกวิหารให้เป็นโบสถ์คริสต์อุทิศแด่พระนางมารีย์พรหมจารีและมรณสักขีทั้งหลายเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 609
สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 3 โปรดให้สร้างโบสถ์น้อยขึ้นใมหาวิหารนักบุญเปโตรเพื่ออุทิศแด่นักบุญทั้งหลาย และกำหนดวันฉลองนักบุญทั้งหลายในวันที่ 1 พฤศจิกายนของทุกปี การฉลองนี้ได้แพร่หลายไปทั่วคริสตจักรในสมณสมัยสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 4 

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

ความเชื่อ..เรื่องแมวในประเทศต่างๆ

ประเทศอังกฤษ
  • เด็กนักเรียนเชื่อกันว่าถ้าเห็นแมวสีขาวในขณะที่กำลังจะไปโรงเรียนถือว่าเป็นโชคไม่ดี ทางแก้คือต้องถ่มน้ำลายหรือหมุนไปทางขวาหนึ่งรอบ แล้วทำนิ้วรูปกากบาท
  • เคยมีธรรมเนียมเอาซากแมวหรือที่ทำเป็นมัมมี่แล้วแล้วใส่ลงไปในกำแพงบ้าน เพื่อให้มันคอยไล่วิญญาณร้ายออกไปจากบ้าน
  • ขังแมวไว้ให้อยู่ห่างจากศพ เพื่อไม่ให้แมวข้ามศพ เพราะจะเป็นโชคร้ายสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในบ้านนั้น
  • ถ้าพบแมวตัวหนึ่งอยู่บนหลุมศพ ถือว่าเป็นสัญญาณบอกว่าวิญญาณของผู้ตายถูกปีศาจเข้าครอบงำแล้วหรือถ้าเห็นแมว 2 ตัวอยู่ใกล้บริเวณที่มีคนกำลังจะตายหรือที่หลุมศพที่เพิ่งจะมีการฝังศพกันใหม่ๆ เชื่อว่าปีศาจและเทวดากำลังต่อสู้กันครอบครองวิญญาณของคนตาย
  • แมวจะไม่ยอมอยู่ในบ้านที่มีใครกำลังจะตาย ดังนั้นหากมีแมวตัวหนึ่งหนีออกไปจากบ้านของคนที่กำลังนอนป่วยอยู่ ก็ถือว่าเป็นลางที่ไม่ดี

    ประเทศอเมริกา
    • ถ้ามีแมวสีดำมาเดินข้ามทางเดินของคน เขาถือว่าจะนำโชคไม่ดีมาให้ แต่ถ้าคุณสามารถจับแมวตัวนั่นได้ แล้วปล่อยให้คนอื่นเดินไปข้างหน้าแทนคุณ ก็ถือว่าคนๆนั้นจะเป็นผู้รับเคราะห์แทน หรือถ้าจับแมวตัวนั่นไม่ได้ และต้องการจะขับไล่สิ่งไม่ดีออกไป ก็จะต้องก้าวถอยหลังไป 12 ก้าว
    • เชื่อว่าถ้าฝันเห็นแมวสีขาว แสดงว่ากำลังจะมีโชค

      ประเทศไอร์แลนด์
      • เชื่อว่าแมวดำเป็นสิ่งไม่ดี ถ้ามาเดินข้ามทางเดินของคุณในคืนที่มีแสงจันทร์ส่องสว่าง คุณอาจจะม้วยมรณาด้วยโรคระบาดได้

        ประเทศฝรั่งเศส
        • ทางตอนเหนือของประเทศเชื่อกันว่า ถ้าใครเห็นแมว 3 สี (คล้ายสีกระดองเต่า) จะโชคไม่ดี เพราะจะมีใครตายด้วยอุบัติเหตุ
        • แมวดำทุกตัวจะมีขนสีขาวแทรกอยู่เส้นหนึ่ง หากใครหาพบและสามารถดึงขนสีขาวนั่นออกมาได้จะมีโชคและความรัก
        ประเทศอียิปต์
        • ชาวโบราณเคารพนับถือว่าแมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และเกี่ยวข้องกับเทพธิดาหลายพระองค์ มีแมวถูกทำเป็นมัมมี่แล้วฝังไว้ในหลุมศพของเจ้านายหลายองค์